http://www.saksitsart.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ศักดิ์สิทธิ์ศาสตร์  บทความ  รวมรูปผลงาน บล็อค  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/07/2009
ปรับปรุง 06/01/2017
สถิติผู้เข้าชม3,075,934
Page Views4,905,580
« July 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
พรหมศาสตร์มหัศจรรย์ สายพระธรรม
ยมุนาพยากรณ์
ศูนย์รวมสินค้าและบริการทีมงานพรหมศาสตร์
โหราศาสตร์สถาน " โหราตัวแม่ "
โฆษณาประชาสัมพันธ์
สมุดบันทึกการทำงาน
ลงเสน่ห์ที่เครื่องสำอางค์ที่คุณก็ทำได้ง่ายนิดเดียว
นิทานอีสป นิยายเปรียบเทียบสะท้อนสังคมยุคปัจุบัน
ถามหมอชีวกโกมารภัจ์ มหาพรหมนุษยักษ์ อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
ร้านค้าพรหมศาสตร์มหัศจรรย์
พระคาถายันต์สุดยอดมหาเสน่ห์แบบง่ายแต่ได้ผลเกินคาด
สอนวิชาเขียนยันต์ลบผงทำสาลิกาป้อนเหยื่อให้หญิงรักชายหลง
เคล็ดลับสรรพวิชาที่คุณสามารถนำไปทำเองได้
ตำนานพระฤษี
ห้องรับแขกแผนกประชาสัมพันธ์
ประกาศ
พบแพทย์ชีวกโกมารภัจ
คุยกับพ่อ(พระเทพบิดร)
แพทย์สี่แผน
เปิดบันทึกอดีตกรรมฉบับนรกภูมิ
ท่องแดนนรกภูมิ
ยินดีต้อนรับคุณเข้าสู่โลกในมิติที่สี่ดินแดนแห่งความลี้ลับมหัศจรรย์
ฮวงจุ้ยเทวศาสตร์
คุยกับอาจารย์
ติดต่อเรา
ชมรมคนเกลียดเมีย
ชมรมคนเกลียดผัว
ห้องสมุด
นิทานล้างสมอง
ไสยศาสตร์ มนต์ขาว มนต์ดำ
ห้องโหราศาสร์
ห้องอาถรรพณ์ศาสตร์
ห้องพลังจิตวิญญาณ
ห้องวิญญาณศาสตร์
ห้องเทวศาสตร์
พรหมศาสตร์มหัศจรรย์
 

พระรถเมรี(นางสิบสอง)

พระรถเมรี(นางสิบสอง)

 ในกาลก่อน มีเศรษฐีคนหนึ่งมีชื่อเรียกกันว่า "นนท์"

ตั้งบ้านเรือนอยู่ในบ้านชื่อว่า "สนิทคาม" เป็นผู้ไม่มีทายาทสืบสกุลเลย

วันหนึ่งเศรษฐีได้ถวายกล้วยสิบสองผลแก่พระอรหันต์แล้วตั้งความปรารถนาขอลูก
ไม่นานภริยาเศรษฐีนั้นก็มีลูกหญิงถึงสิบสองคน

นางคนสุดท้องชื่อนางเภา

 ตั้งแต่มีลูกสาวสิบสองคนทรัพย์สมบัติของตนก็เหลือลดน้อยลงทุกทีจนสิ้นเนื้อประดาตัว

 ในที่สุดกลายเป็นคนยากจน
นนท์เศรษฐีโทษว่าเป็นเพราะลูกหญิงสิบสองคนนี้เองทำให้ตนยากจนลง

จนไม่สามารถเลี้ยงดูลูกสาวทั้งสิบสองคนได้

 จึงคิดจะเอาลูกหญิงทั้งสิบสองคนนั้นใส่เกวียนพาไปปล่อยในป่าลึก

นางเภาได้ยินพ่อแม่แอบปรึกษากันว่าจะนำพวกลูกทั้งสิบสองคนไปปล่อยในป่า

จึงนำมาบอกเล่าให้พวกพี่ๆรู้ตัวแต่กลับไม่มีผู้ใดเชื่อ

จึงได้แต่คอยระวังตัวอยู่

แม่จัดเตรียมอาหารมื้อสุดท้ายเป็นข้าวสิบสองห่อถั่วลิสงต้มถุงใหญ่

ให้ลูกสาวทั้งสิบสองคนไว้กินในป่าท่ามกลางน้ำตาของผู้ที่เป็นแม่

เมื่อถูกพ่อหลอกพาไปปล่อยให้เดินเที่ยวเล่นกันเพลินในป่าพ่อก็ลอบขับเกวียนหนีกลับบ้าน

ปล่อยให้นางสิบสองร่ำไห้หลงป่าอยู่

นางเภาเจ้าปัญญาร้องปลอบพวกพี่สาวแล้วอาสานำทางพากลับที่พัก

เพราะตนได้แอบโรยเปลือกถั่วลิสงไว้บนพื้นมาตลอดทาง

นางสิบสองจึงกลับถึงบ้านได้สำเร็จเพราะความเฉลียวฉลาดของน้องสาวคนสุดท้อง

พ่อแม่ทั้งดีใจที่ลูกสาวกลับคืนมาได้และเสียใจที่ทำการไม่สำเร็จ

นางสิบสองเล่าให้พ่อแม่ฟังถึงวิธีที่น้องเภาพาพวกตนกลับบ้าน

พ่อหลอกพาลูกสาวไปปล่อยป่าเป็นครั้งที่สอง

ให้ข้าวห่อไปสิบสองถุงไม่ให้ถั่วลิสงต้มไปอีก

คราวนี้วิธีเดิมของนางเภาใช้ไม่ได้ผลอีก

ข้าวที่นางเภายอมอดและแอบโรยลงบนพื้นเพื่อใช้เป็นที่สังเกต

ถูกพวกมดคาบขนไปกินจนหมด

นางเภาจึงหมดปัญญานำทางพี่กลับบ้านได้อีก

ได้แต่ปลอบพวกพี่ให้ทำใจไม่คิดเดินทางกลับบ้านอีก

เพราะถ้ากลับบ้านได้พ่อก็ต้องหาทางนำไปปล่อยป่าอีกจนได้

ให้ก้มหน้ารับกรรมไปตายกันดาบหน้าดีกว่า

นางยักษ์สนธมารมาเที่ยวล่าเหยื่อหาเนื้อกินในป่า


เห็นนางสิบสอง ก็มีจิตรักใคร่จึงแปลงร่างเป็นมนุษย์ชวนนางสิบสองไปเป็นลูกสาวตน

เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่จนนางสิบสองโตเป็นสาวแรกรุ่น

วันหนึ่งนางเภาได้เห็นนางยักษ์สนธมารกลับร่างเป็นนางยักษ์กัดกินมนุษย์เป็นอาหาร

ก็เกิดความหวาดกลัวสุดขีด

นำเรื่องไปบอกเล่าให้พวกพี่เตรียมหาทางหลบหนี

เมื่อนางยักษ์ออกไปหากินในป่า
พวกนางสิบสองก็แอบปล่อยพวกมนุษย์ที่ถูกจับมาขังไว้เป็นอาหารไปจนหมด

แล้วพากันหนีเตลิดเข้าป่าลึก

นางสิบสองต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆอยู่แต่ในป่า

จับปลาในลำธารกินเป็นอาหารพอประทังชีวิต

เมื่อจับปลาในลำธารได้คราวใด

นางสิบสองจะใช้ไม้ปลายแหลมแทงตาปลาจากตาซ้ายทะลุตาขวา

แล้วร้อยเชือกติดกันไว้เป็นพวง

ยกเว้นนางเภาผู้มีเมตตาจะแทงคาปลาแค่เพียงข้างเดียวเพราะความสงสาร

เมื่อนางยักษ์กลับมาไม่เห็นนางสิบสองก็ออกติดตามไป
นางสิบสอง เที่ยวดั้นด้นหนีไปตามบุญตามกรรม
จนถึงเมืองกุตารนคร เห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ริมสระใกล้กับพระนคร

 ต่างก็พา
กันขึ้นไปนั่งพักอยู่บนต้นไทรนั้น

ครั้งนั้นเจ้าเมืองกุตารนครทรงพระนามว่าพระเจ้ารถสิทธ์

พระองค์ได้ประทานหม้อน้ำทองแก่นางค่อมทาสีคนหนึ่ง
สำหรับตักน้ำสรงถวาย

ครั้นถึงเวลานางค่อมก็ถือหม้อน้ำทองไปยังสระนั้น

รัศมีของนางสอบสองซึ่งตนอยู่บนต้นไทรนั้น ฉายส่องสว่างลงมาถูกตัวนางค่อม
แลดูงามเหมือนแสงทอง นางค่อมจึงสำคัญตัวว่านางมีบุญมาสีกายเป็นสีทอง
งดงามถึงปานนั้น ไม่สมควรจะเป็นหญิงตักน้ำเลย

ทำให้นางทะนงตัวโกรธแค้นทุบหม้อน้ำทองนั้น

 ครั้นนางรู้สึกตนเห็นหม้อน้ำนั้นแตกเสียแล้วจึงกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธิ์

พระเจ้ารถสิทธ์ก็ประทานหม้อน้ำเงินให้ใหม่นางค่อมก็นำไปยังสระนั้น

 และเมื่อเห็นตัวนางงดงามเหมือนคราวก่อนก็บันดาลโทสะขึ้นมาอีก

 ทุบหม้อน้ำเงินนั้น แล้วกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์
พระเจ้ารถสิทธ์ก็ประทานหม้อน้ำทำด้วยหนังให้ใหม่

แต่คราวนี้นางทุบหม้อนั้นเท่าไรก็ไม่แตกเพราะหม้อนั้นเป็นหนัง
ส่วนนางสิบสองซึ่งอยู่บนต้นไทรแลเห็นนางค่อมทำดังนั้น ก็อดกลั้นหัวเราะไม่ได้
จึงพากันหัวเราะขึ้น

 นางค่อมได้ยินเสียงหัวเราะจึงเงยหน้าขึ้นไปดู

 แลเห็นนางสิบสอง
คนนั่งอยู่บนต้นไทรใหญ่ มีรัศมีงดงาม ก็มีความประหลาดใจ

รีบกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์ให้ทราบ

 พระเจ้ารถสิทธ์ได้ทรงทราบก็ประหลาดพระทัย จึงเสด็จออกจากวังพร้อมด้วยราชบริพาร

 ครั้นได้ทอด พระเนตรเห็นนางสิบสอง
มีรูปโฉมงดงามดังนั้น มีพระทัยยินดีเป็นอันมาก

ตรัสเรียกนางสิบสองให้ลงมาจากต้นไทร ทรงซักไซ้ไต่ถามจนทราบความ
ทรงสั่งให้นำวอมารับเข้าไปยัง พระราชวังทั้งสิบสองคน

 แล้วให้จัดการอภิเษกให้เป็นมเหสี 

นางสิบสองนั้นก็ได้เป็นมเหสี เป็นที่โปรดปราน

ของพระเจ้ารถสิทธ์เจ้าเมืองกุตารนคร

ตั้งแต่นั้นมา
 
นางยักษ์สนธมารทราบว่า

นางสิบสองซึ่งหนีไปนั้นได้เป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธ์ผู้ครองเมืองกุตารนคร

  มีความเคืองแค้นเพราะความโกรธแค้นอาฆาตยิ่งนัก

 จึงสำแดงฤทธิ์รีบออกจาก
เมืองคชปุระไปยังเมืองกุตารนคร

ครั้นถึงต้นไทร ใหญ่ริมสระ นางจึงแปลงกาย
เป็นหญิงมนุษย์ มีรูปโฉมสะสวยยิ่งนัก มีรัศมีเปล่งปลั่งดังพระจันทร์เต็มดวง

แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนต้นไทรรอคอยนางค่อมไปตักน้ำที่สระนั้น

เมื่อนางค่อมแลเห็นรัศมีฉายลงเช่นก่อนแลดูขึ้นไปบนต้นไทร
เห็นนางแปลงรูปงดงามเช่นนั้นก็รีบกลับไปกราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์ว่า

 มีนางเทพธิดามาสถิตอยู่บนต้นไทรนั้นอีกพระเจ้ารถสิทธ์ได้ทรงทราบ

            ก็รีบเสด็จไปพร้อมด้วยราชบริพาร
ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นนางมีรูปโฉมงดงามยิ่งกว่านางสิบสองนั้นอีก

ก็มีพระทัยยินดี
ตรัสเรียกนางให้ลงมาข้างล่างแล้วตรัสถามเรื่องราวของนาง 

 ฝ่ายนางสนธมารก็แกล้งทูลได้ทรงฟังก็ยินดียิ่งนัก

มีรับสั่งให้เจ้า
พนักงานจัดวอทองออกมารับนางเข้าไปยังพระราชวัง

  พร้อมด้วยกระบวนแห่เป็นเกียรติยศแล้วให้จัดการอภิเษกให้นางเป็นอัครมเหสี

และโปรดปรานยิ่งกว่านางสิบสองนั้นอีก
นางสนธมารนั้นมีใจปองร้ายนางสิบสองอยู่เสมอ

หาทางยุแหย่ใส่ร้ายให้พระเจ้ารถสิทธิ์จับนางสิบสองไปขังไว้ในคุกมืด

ปล่อยให้อดข้าวอดน้ำทรมาน

เพราะกรรมเก่าที่แทงตาปลาบอด

จึงต้องไปตกอยู่ในที่มืดมีดวงตาก็เหมือนไม่มีเพราะมองอะไรไม่เห็น

นางยักษ์สนธมารแกล้งทำป่วยหนักนอนร้องครวญครางอยู่บนแท่นบรรทม

นาง กำนัลทั้งหลายเห็นอาการดังนั้นก็พากันไปกราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์
พระเจ้ารถสิทธ์รีบเสด็จไปยังห้องของนาง แล้วตรัส ถามด้วยความร้อนพระทัย

นางยักษ์สนธมารจึงทูลขอดวงตาของนางสิบสองมาปรุงเป็นโอสถทิพย์รักษาโรคของตน
พระเจ้ารถสิทธ์ผู้ต้องมนต์นางมารร้ายได้ทรงฟังดังนั้นก็ยิ่งสงสารกลัวเมียตาย
ยอมตามคำของนางสนธมารทูลอ้อนวอนขอตรัสเรียกนางสิบสองเข้ามาเฝ้า

ให้นางยักษ์ควักดวงตาออกมาปรุงยาวิเศษรักษาโรคของนาง

นอกจากนางเภาน้องคนสุดท้องเท่านั้นที่นางยักษ์ควักดวงตาออกไปเพียงข้างเดียว

(เพราะนางเภาแทงตาปลาเพียงข้างเดียวจึงมีกรรมน้อยกว่าพวกพี่สาว)

นางสิบสองตั้งครรถ์และคลอดลูกในคุกมืด
เมื่อคนใดคลอดลูกออกมา

ได้ยินเด็กส่งเสียงร้องก็จะรุมกันมากัดกินฉีกเนื้อไปกินเป็นอาหารเพราะความอดอยากหิวโหย

โดยจะฉีกเนื้อลูกออกเป็นสิบสองชิ้นแบ่งกันกิน

นางเภาผู้เห็นการณ์ไกลยอมอดไม่ยอมกินเนื้อที่พวกพี่ๆแบ่งให้เก็บซ่อนไว้

เมื่อคลอดลูก(รถเสน)ส่งเสียงร้องพวกพี่ๆก็วิ่งกรูกันเข้ามาขอแบ่งเนื้อหลานไปกิน

นางเภาเอาเนื้อที่ซ่อนไว้ส่งให้พวกพี่กิน

เทวดาสงสารบันดานให้ทารกน้อยไม่ส่งเสียงร้องอีก

ผู้คุมที่เฝ้าคุกมืดสงสารนางเภาและลูกจึงแอบเอาลูกนางเภาไปเลี้ยง

พอรถเสนโตขึ้น

เทวดาแปลงกายเป็นไก่ชนมาโปรด

รถเสนอุ้มไก่ไปชนในบ่อน

โดยขอเดิมพันแค่ข้าวสิบสองห่อไปให้แม่กับป้าในคุกกิน

วันหนึ่งรถเสนได้ถามแม่ถึงพ่อ

นางเภาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้รถเสนรู้

ไก่ชนของรถเสนมีชื่อเสียงร่ำลือไปถึงพระเจ้ารถสิทธิ์

จึงให้นำตัวมาเฝ้าเมื่อพบเห็นหน้ากัน

พระรถสิทธิ์ก็เกิดความผูกพันทางสายเลือด

มีความรักเมตตาต่อพระรถ

จึงสอบถามและได้รู้ว่าที่แท้รถเสนคือพระราชโอรสที่เกิดจากนางเภา

ยักษ์สนธมารนั่งเฝ้าอยู่ รู้ว่านาคเสนคือลูกนางสิบสองจึงวางแผนคิดกำจัด

แสร้งทำเป็นป่วยหนักอีก

ยาที่สามารถรักษาโรคของนางได้คือ มะงั่วหาว มะนาวโห่มีอยู่ที่เมืองคชปุรนคร
ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่จะไปได้ นอกจากพระรถเสนกุมารผู้มีบุญบารมีมากผู้เดียวเท่านั้น

ขอพระองค์สั่งให้พระรถเสนกุมารเป็นผู้ไปนำยานั้นเถิด

( มะงั่ว ชื่ออื่น หมากเหว่อ ส้มมะงั่ว หมากกินเกิ้ม มะนาวควาย

มะนาวริปน มะโว่ยาว ลีมากูบา ส้มโอมะละกอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus medica Linn แหล่งที่พบ พบทุกภาคของประเทศ ประเภทไม้ ไม้ยืนต้น ตระกูลมะนาว สูงประมาณ 3-10 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามใบเดี่ยวออกสลับ ใบกลมมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบงอขึ้นเล็กน้อยสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ใบหนากว่า ใบมะนาว มีบางใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอกสีขาวออกเหลือง ลักษณะมีกลีบดอก 4-6 กลีบ ลักษณะคล้ายดอกของมะนาว มีเมล็ดกลมแต่ขนาดโต เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 ซม. ผิวเรียบเปลือกหนา

 รสเปรี้ยวจัด ส่วนที่ใช้บริโภค ใบอ่อน - แก่ ผลดิบ - แก่ การปรุงอาหาร ใบอ่อน นำมาลวกหรือต้มรับประทานเป็นผักร่วมกับน้ำพริก ลาบ ใบแก่ นำมาหั่นเป็นฝอย ใส่ลาบเพื่อดับกลิ่นคาว โดยเฉพาะปลาต่างๆ ผลแก่ ใช้ประกอบอาหารแทนมะนาวรสเปรี้ยว แต่กลิ่นหอมน้อยกว่า)

พระเจ้ารถสิทธ์ก็ทรงเห็นชอบด้วย
จึงรับสั่งให้พระรถเสนกุมาเข้ามาเฝ้า แล้วทรงชี้แจงเรื่องราวให้ทราบในที่สุดจึงตรัสว่า
"ลูกรักของพ่อ! เจ้าจงไปเอายาที่เมืองคชปุรนครให้พ่อเถิด
พระรถเสนกุมารจึงกราบทูลว่า
"หม่อมฉันได้ยินดีจะรับอาสา แต่เป็นห่วงมารดา และป้าผู้ต้องขังอยู่ในคุกมืด ”

พระเจ้ารถสิทธ์จึงตรัสว่า

"ข้อนั้นไม่เป็นไร เป็นภาระของพ่อเอง พ่อจะจัดให้คนดูแลแทนตัวเจ้า อย่าเป็นทุกข์เลย"

ก่อนที่จะเดินทางไปเอายาให้มารับสาร(หนังสือ)จากนางสนธมารก่อน

เขียนสาร(หนังสือ)ให้ถือไปให้ยักษ์เมือง
เมื่อนำสารนั้นไปให้เจ้าเมืองคชปุรนครก็จะมอบยานั้นให้ด้วยดี

ระหว่างทางพระรถไปแวะพักม้าที่โฮมสเตรย์ของพระฤษีพรหมฤษี

ท่านรู้ว่าพระรถถูกหลอกให้นำสาร(หนังสือ)สั่งให้ฆ่าตัวเองไปเมืองยักษ์

ท่านจึงเกิดความเมตตาสงสารเพราะพระรถเป็นคนที่มีความกตัญญูต่อแม่และป้า

จึงแอบนำสารไปแปลงข้อความเสียใหม่

(ฤษีสมัยนี้คงต้องใช้วิธีแปลงเทปเสียงแทน)

เป็น

"เมรีลูกรัก แม่ได้ส่งรถเสนกุมารผู้ถือสารหนังสือนี้มาเป็นคู่ครองเจ้า
มาถึงกลางวันเจ้าจงรับกลางวัน ถึงกลางคืนให้รับกลางคืน

เจ้าจงถนอมเจ้ารถเสนกุมารนี้อย่างผัวที่รักของเจ้าเถิด

รักนะ

สนธมาร "

(ลิเกกลางแปลงชอบเล่นแบบสัปดนว่า

 ถึงกลางวันเอากลางวัน ถึงกลางคืนเอากลางคืน)

    เมื่อพระฤษี แปลงสาร(หนังสือ)นั้นเสร็จแล้ว จึงเอาไปย่ามแขวนคอม้าไว้ตามเดิม

(ฤษีสมัยก่อนแค่แอบอ่านจดหมาย ฤษีสมัยนี้ดักฟังโทรศัพท์กันแล้ว)

พระรถเสนกุมารลาพระฤษี ขึ้นม้าขี่ต่อไป
ถึงแดนเมืองยักษ์ แลไปดูพวกยักษ์เห็นอยู่เกลื่อนกลาดมีความหวาดกลัว

ฝ่ายพวกยักษ์ทั้งหลายซึ่งเที่ยวตรวจตราอยู่ และเห็นคนขี่ม้าเข้ามาต่างก็ดีใจ

 พากันวิ่งตรงเข้าไปหวังจะจับกินเสีย

พระรถเสนกุมารจึงแก้สาร(หนังสือ)ที่ผูกคอม้านั้นโยนไปให้ยักษ์

 

นางเมรีอ่านข้อความในสารแล้วมีความยินดียิ่งนักรีบออกมาต้อนรับโดยเร็ว

ครั้นนางได้และเห็นพระรถเสนกุมาร ให้เกิดความรักใคร่

 จึงเชิญให้เสด็จไปพักในปราสาท
เลี้ยงต้อนรับเป็นอย่างดี

แล้วนางก็ให้จัดการอภิเษกพระรถเสนกุมารให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

และอภิเษกนางเป็นมเหสี ครอบครองราชสมบัติในคชปุระนครตามคำสั่งของพระมารดา

 

พระรถกับนางเมรีเสพสุขกันจนลืมวันลืมคืนลืมแม่ลืมป้าลืมหน้าที่

จนม้า(เทวดาต้องไปเตือน)ให้รู้สึกตัว

พระรถจึงแสร้งทำเป็นป่วย

หลอกให้นางเมรีพาไปเที่ยวในอุทธยาน

เห็นต้นมะงั่วหาวพระรถแอบเด็ดมาได้หนึ่งผล

อาถรรพณ์มะงั่วหาวทำให้พระรถหาว

นางเมรีจึงเตือนพระรถว่าไม่ควรเด็ดมะงั่วหาว

เห็นต้นมะนาวโห่พระรถแอบเด็ดมะยาวโห่มาได้หนึ่งผล

อาถรรพณ์ของมะนาวทำให้พระรถโห่ออกมาอย่างลืมตัว

นางเมรีจึงดุพระรถว่าไม่ควรเด็ดมะนาวโห่

นางเมรีพาพระรถไปในห้องหวงห้ามของนางยักษ์สนธมาร

ชี้ให้ดูห่อผงวิเศษหลายห่อพร้อมกับอธิบายสรรพคุณของผงห่อนั้นๆ ว่า

 "ผงวิเศษในห่อนี้เป็นยาทิพย์สำหรับรักษาตา

เอาลูกตาในห่อที่ถูกควักออกมานั้นใส่ลงที่เบ้าตา แล้วเอายานี้หยอดตาจะดีดังเก่า

 ยานี้ถ้าโปรยลงไปจะเกิดเป็นภูเขาขึ้น
ยาห่อนี้จะเกิดเป็นป่า

 ห่อนี้จะเกิดเป็นลม

 ห่อนี้จะเกิดเป็นไฟ

ห่อหนึ่งจะเกิดเป็นฝน
ห่อหนึ่งจะเกิดเป็นเมฆคลื้มมืดมิดดุจกลางคืน

 และห่อหนึ่งจะบันดาลให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่"

 พระรถเสนได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงยินดียิ่งนักคิดในใจว่า

 "ถ้าเราได้ยาเหล่านี้ไป เราคงจะสามารถช่วยรักษาดวงตาให้แม่และพวกป้าได้ "

จีงคิดหาอุบายหลอกมอมเหล้านางเมรี(บทเพลงเมารีขี้เมา)

 จนนางเมรีเมาเหล้าหลับไปพระรถแอบก็หยิบเอาห่อลูกตาและห่อผงวิเศษ
ขึ้นม้ารีบหนีไปในเวลากลางคืน

ใจหนึ่งอาลัยรักที่จะต้องจากเมรียอดรักใจหนึ่งคิดถึงแม่กับป้า

เฝ้าแต่ร่ำไห้กอดจูบลูบคลำร่ำลาเมียรักอยู่จวนสางจึงสู้ฝืนตัดใจลาขึ้นม้าหนีไป

พอเวลารุ่งเช้านางเมรีตื่นขึ้น

ไม่เห็นพระรถเสนก็ตกใจเที่ยวค้นหาจนทั่วปราสาทไม่พบก็รู้แน่ว่าพระองค์หนีไป

 นางก็ทรงกันแสง ทรงสั่งให้เกณฑ์รี้พลรีบ
ยกออกติดตามพระสามี ในมิช้านางก็ไปทัน พระรถเสนเห็นนางตามมาใกล้
จึงหยิบเอายาห่อหนึ่งโปรยลง ก็บังเกิดเป็นภูเขาขวางหน้ากองทัพไว้

นางเห็นเมรีได้แต่ร่ำไห้วิงวอนให้พระรถเสนกลับ
พระรถเสนหลั่งน้ำตาล่ำลาเมียเพราะห่วงแม่และป้าเสร็จธุระแล้วจะหวนกลับมาหาเมีย

นางเมรีสู้พยายามปีนป่ายข้ามเขาติดตามผัว

พระรถก็หยิบเอายาห่ออื่นๆ
โปรยลงไปทีละห่อ บังเกิดเป็นเครื่องกีดกั้นต่างๆ ตามที่คุณวิเศษของผงวิเศษนั้นๆ

แต่นางเมรีไม่ยอมแพ้สู้ฝ่าฝันตามหาผัวโดยไม่ลดละความพยายาม

 จนถึงห่อยาที่สุดก็เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่หน้า

หมดปัญญาที่จะว่ายข้ามไปหาผัวด้วยสายน้ำนั้นเชี่ยวกรากเกินกำลังตน

ทั้งสองฝ่ายต่างพร่ำรำพันถึงกันอยู่ที่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำตรงข้ามกัน

จนในที่สุดนางเมรีกลั้นใจตายอยู่ ณ ที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้นเอง

        ก่อนกลั้นใจตายนางเมรีกล่าววาจาอธิษฐานต่อฟ้าดินให้มาเป็นพยานรักของนาง

ชาตินี้นางไม่สามารถข้ามน้ำข้ามทะเลไปติดตามหาผัวคนรักได้

เกิดชาติหน้าขอให้มีปีกมีหางจะได้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปติดตามคนรักของนางได้

(ชาติต่อมานางเมรีจึงเกิดเป็นนางกินนรีชื่อนางมโนราห์

ให้พระสุธนติดตามข้ามน้ำข้ามเขาข้ามทะเลกลับเป็นฝ่ายติดตามนางบ้าง)

พระรถเสนร่ำไห้ปานใจจะแตกสลายกล่าวอธิษฐานสาบานรักไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำนั้นว่า

“ ชาติน้องติดตามพี่ไปจนตัวตาย เกิดชาติหน้าพี่จะขอติดตามน้องไปจนตัวตายเช่นกัน ”

นางยักษ์สนธมารเห็นพระรถเสนกลับมาและรู้ว่าพระรถได้นางเมรีเป็นเมีย

เพราะสารที่นางส่งไปให้ก็เกิดความโกรธแค้นจนอกแตกตาย

มนต์นางมารสลาย พระรถสิทธิ์ได้สติ

พระองค์ทรงสงสารพระมเหสีทั้งสิบสองพระองค์เป็นกำลังทรงพระกันแสง

พลางตรัสขอโทษพระมเหสี

พระรถนำดวงตานางสิบสองมาใส่ไว้ในเบ้าตาใช้ผงวิเศษโรยลงไป

ดวงตาของนางสิบสองหายเป็นปกติกลับมามองเห็นโลกได้อีกครั้ง

 พระจ้ารถสิทธ์จึงมีรับสั่งให้จัดการอภิเษกพระรถเสนขึ้นเป็นกษัตริย์
ครอบครอบราชสมบัติแทนพระองค์สืบไป

แต่พระรถกลับเดินทางกลับไป ณ จุดที่นางเมรีกลั้นใจตาย

แล้วกลั้นใจตายตามนางเมรีไป

 

พระคาถาวาจาประกาศิตพระร่วง
อิมัง สัจจะวาจัง  อธิษฐามิ
ทุติ อิมังสัจจะวาจัง  อธิษฐามิ
ตะติ อิมังสัจจะวาจัง  อธิษฐามิ

วิชาฤษีแปลงสาร(หนังสือ)

ว่านดินสอฤษีหรือว่านฤษีแปลงสาร

ว่านช้างผสมโขลง

ว่านห้าร้อยนาง

ว่านจูงนางเข้าห้อง

ตำผสมน้ำเล็กน้อย

ผสมแป้งดินสอพองแท้เข้มข้นจนสามารถนำมาปั้นเป็นแท่งได้

สวดพระคาถา

เจอกลางวันก็กลางวัน

เจอกลางคืนก็กลางคืน

 

 

 

 

 
Link
เพื่อนบ้านทั้งหมด
เพื่อนบ้านทั้งหมด

พรหมศาสตร์มหัสจรรย์

 
view