http://www.saksitsart.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ศักดิ์สิทธิ์ศาสตร์  บทความ  รวมรูปผลงาน บล็อค  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 06/07/2009
ปรับปรุง 06/01/2017
สถิติผู้เข้าชม3,075,964
Page Views4,905,639
« July 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
พรหมศาสตร์มหัศจรรย์ สายพระธรรม
ยมุนาพยากรณ์
ศูนย์รวมสินค้าและบริการทีมงานพรหมศาสตร์
โหราศาสตร์สถาน " โหราตัวแม่ "
โฆษณาประชาสัมพันธ์
สมุดบันทึกการทำงาน
ลงเสน่ห์ที่เครื่องสำอางค์ที่คุณก็ทำได้ง่ายนิดเดียว
นิทานอีสป นิยายเปรียบเทียบสะท้อนสังคมยุคปัจุบัน
ถามหมอชีวกโกมารภัจ์ มหาพรหมนุษยักษ์ อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
ร้านค้าพรหมศาสตร์มหัศจรรย์
พระคาถายันต์สุดยอดมหาเสน่ห์แบบง่ายแต่ได้ผลเกินคาด
สอนวิชาเขียนยันต์ลบผงทำสาลิกาป้อนเหยื่อให้หญิงรักชายหลง
เคล็ดลับสรรพวิชาที่คุณสามารถนำไปทำเองได้
ตำนานพระฤษี
ห้องรับแขกแผนกประชาสัมพันธ์
ประกาศ
พบแพทย์ชีวกโกมารภัจ
คุยกับพ่อ(พระเทพบิดร)
แพทย์สี่แผน
เปิดบันทึกอดีตกรรมฉบับนรกภูมิ
ท่องแดนนรกภูมิ
ยินดีต้อนรับคุณเข้าสู่โลกในมิติที่สี่ดินแดนแห่งความลี้ลับมหัศจรรย์
ฮวงจุ้ยเทวศาสตร์
คุยกับอาจารย์
ติดต่อเรา
ชมรมคนเกลียดเมีย
ชมรมคนเกลียดผัว
ห้องสมุด
นิทานล้างสมอง
ไสยศาสตร์ มนต์ขาว มนต์ดำ
ห้องโหราศาสร์
ห้องอาถรรพณ์ศาสตร์
ห้องพลังจิตวิญญาณ
ห้องวิญญาณศาสตร์
ห้องเทวศาสตร์
พรหมศาสตร์มหัศจรรย์
 

กำเนิดพระพรหมธาดา

กำเนิดพระพรหมธาดา

 

เมื่อพระวิษณุมหาเทพกำเนิดขึ้นมาแล้ว

พระองค์ได้ทรงเสด็จลงไปสู่กึ่งกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่หาขอบเขตมิได้

เพื่อทรงบำเพ็ญสมาธิเพิ่มพลังทิพยอำนาจที่ได้รับจากพระอิศวรศิวะ

( ผู้ที่ได้รับพลังทิพยอำนาจจะต้องบำเพ็ญตะบะฝึกสมาธิฝึกวิธีการใช้ให้ชำนาญ )
พระองค์ทรงตั้งจิตดิ่งเข้าสู่สมาธิชั้นสูงสุด ( ชนทั้งหลายคิดว่าพระองค์ทรงเสด็จเข้าบรรทม )

เป็นระยะเวลาที่ยาวนานนับเป็นกัลป์

สามโลกพากันเอ่ยนามของพระองค์ใหม่ว่า

พระนารายัณ ”

พระผู้ประทับบนพื้นน้ำ

( ซึ่งก็คือพระนาราย์ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง )

ด้วยอำนาจแห่งตบะอันแก่กล้าของพระองค์ทรงทำให้เกิดปรักฤติที่เหนือธรรมชาติ

ยังเกิดเป็นดอกบัวแก้วออกมาจากสะดือของพระองค์

แล้วขยายตัวสูงใหญ่ขึ้น

ส่งแสงฉัพพรังสี ( ลำแสงสีรุ้งเลื่อมลายเจ็ดสี )  ที่งดงามเกินกว่าจะพรรณนาได้

องค์ท้าวมหาพรหมธาดาปรากฏอยู่ในดอกบัวแก้วนั้น

เมื่อแรกกำเนิดองค์ท้าวมหาพรหมทรงมีกายเป็นสีแดงสดห้าหน้าแปดกรทรงอาวุธครบมือ

จักร   คฑา  หม้อน้ำอัมฤทธิ์ ( ชุบชีวิตสรรพสัตว์ให้ฟื้นคืนชีพและให้ชีวิตใหม่อุบัติขึ้น)

และ  พระคัมภีร์พรหมศาสตร์

มีเครื่องหมาย

ตรีปุนทร

( เครื่องหมายสามขีดบนหน้าผาก )

ซึ่งเกิดจากการใช้นิ้วทั้งสามปาดแป้งผสมน้ำมันหอมและเครื่องหอม

ป้ายที่หน้าผากเป็นแนวยาวสามขีด

เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่งที่ผู้อ้างมาเป็นหรือมีองค์เทพสถิตย์อยู่ในร่างแล้วมิได้รู้จัก

ตรีปุนทร

พระอิศวรศิวะทรงทดสอบภูมิปัญญาของพระพรหมด้วยศิวะมายา

( ศิวะมายาคือการทดสอบภูมิปัญญาหรือการแสดงออกทางกุศโลบายอันชาญชฉาด

ของพระศิวะ )

เพราะพระพรหมมิได้ทรงทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างและเป็นผู้ให้กำเนิดพระองค์ขึ้น

และมิได้ทรงทราบถึงเจตาว่าผู้ให้กำเนิดสร้างพระองค์ขึ้นเพื่อประสงค์สิ่งใด ?

พระองค์คือใคร ?

ทรงสับสนพระทัยอยู่แต่เพียงลำพัง

ปรากฏเสียงก้องกังวานจากเบื้องบนให้พระองค์ทรงบำเพ็ญตะบะเข้าสู่สมาธิ

เพื่อขจัดความข้องใจในปัญหาต่าง ๆ

แต่พระพรหมก็ทรงปฏิบัติตามคำประกาศิตแนะนำนั้น

จนพระองค์บรรลุธรรมวิเศษจึ่งเสด็จออกจากบัวแก้ว

มาพบพระวิษณุผู้ให้กำเนิดพระองค์

ด้วยความที่พระพรหมและพระวิษณุไม่รู้แจ้งในศิวะมายาจึงเกิดการต่อสู้กัน

อาวุธที่พระวิษณุทรงใช้ทำสงครามกับพระพรหมในขณะนั้นคือสุนทรจักร์

ส่วนอาวุธของท้าวมหาพรหมคือปาศุปัต

เมื่อเทพเจ้าทั้งสองทำศึกต่อกันได้สร้างความหวั่นไหวไปทั้งสามโลก

ปานประหนึ่งฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายแผ่นน้ำจะวิบัติ

สรรพสิ่งต่างแตกตื่นหนีตายพากันไปเฝ้าพระอิศวรศิวะให้ช่วยแก้ไขวิกฤติในครั้งนี้

พระอิศวรทรงสร้างบันดาลให้บังเกิดเป็นเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นจากธรณี

หมุนเป็นเกลียวดุจเสาที่ลุกไหม้เป็นไฟขึ้นสู่ท้องฟ้า

สูงไกลเกินสายตาจะมองหาที่สิ้นสุดแห่งเปลวเพลิงนั้น

สรรพวุธที่เทพเจ้าทั้งสองใช้พุ่งเข้าทำลายล้างกันนั้น

ถูกแรงหมุนและแรงเหวี่ยงของเปลวไฟดูดหายเข้าไปในลำแสง

ดุจการดูดของคลื่นน้ำในสะดือทะเล

เทพเจ้าทั้งสองต่างสอบถามกันว่าเปลวเพลิงดุจเสาไฟนั้นนั้นเกิดจากฤทธิ์ของผู้ใด

ก็ไม่ปรากฏ

จึงตกลงกันด้วยสันติวิธีขอพักรบไว้ก่อน

เปลี่ยนแผนการรบจากการทำลายล้างกันด้วยความรุนแรง

เป็นการรับกันด้วยความรู้ความสามารถธรรมยุทธ( ต่อสู้กันแบบเป็นธรรม )

โดยมีเงื่อนไขว่า

ผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าเปลวเพลิงดุจเสาไฟที่กำลังลุกไหม้รุนแรงอยู่นี้คืออะไรก่อน

ผู้นั้นจะเป็นฝ่ายชนะ

พระวิษณุทรงแปลงร่างเป็นหมูป่าซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยมาปรากฏมาก่อน

( ในยุคนั้น – ชนต่อมาจึงให้ความเคารพนับถือว่าหมูเกิดจากพระวิษณุ )

พระนารายณ์ทรงแปลงกายเป็นหมูป่า

( เท่าที่จำได้ในขณะนี้สองครั้ง )

คือ

ตอนปราบอสูรหิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน

และ

ตอนพิสูจน์เปลวเพลิงทรงเสาไฟที่เกิดจากศิวะมายา

ขุดแผ่นดินมุดดำดินลงไปอย่างรวดเร็วเท่าที่พลังทิพยอำนาจของพระองค์จะทำได้

แต่ก็ไม่สามารถไปถึงที่ตั้งแห่งเสาไฟนี้ได้จนต้องยอมกลับขึ้นมาบนพื้นดิน

ยืนรอท้าวมหาพรหมอยู่ในสนามรบเพื่อพร้อมรับความพ่ายแพ้

ตำนานภาคพิสดารเล่าว่า

ขณะที่พระวิษณุในร่างหมูป่าดำดินไปจนสิ้นฤทธิ์แล้วยังหาไม่พบที่ตั้งแห่งเพลิงได้

ท่านได้ปัสสาวะรดไว้ที่ตำแหน่งนั้นเพื่อเป็นหลักฐาน

ดังนั้น

ศิวะลึงค์ใดที่มีความขลังความศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีอาถรรพณ์มีกลิ่นปัสสาวะหมู

เสมือนองค์พิฆเณศใดที่ศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีหนูมาคลุกคลีอยู่กับท่านด้วย

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ไม่ทราบว่าผู้เล่าเจตนาหลอกให้ดมศิวะลึงค์หรือเปล่า  ? 

ท้าวมหาพรหมธาดาทรงแปลงร่างเป็นพระยาหงส์  ( วิราต ) ขาวตัวใหญ่

(ในยุคนั้นยังไม่ปรากฏว่ามีหงส์ชนทั้งหลายจึงให้ความเคารพหงส์ว่ามาจากพระพรหมธาดา)

หงส์คือการแปลงร่างของพระพรหมหรือหงส์คือพระพรหม

แต่ต่อมาคนเข้าใจคลาดเคลื่อนเข้าใจว่าหงส์คือพาหนะของพระพรหม

บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อไปพิสูจน์จุดสิ้นสุดยอดของเปลวเพลิงรูปเสาไฟนั้น

แต่ไม่อาจไปถึงจุดหมายได้จึงจำเป็นต้องเหิรฟ้ากลับลงมาสู่สมรภูมิรบ

ระหว่างทางพบดอกไม้เกตกีร่วงหล่นลงมาจากลำแสงทรงเสาไฟ

จึงขอให้เกตุกีช่วยเป็นพยานเท็จรับรองว่าท้าวมหาพรหมเสด็จไปถึงยอดของเสาเพลิงได้แล้ว

พระอิศวรศิวะมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ทรงปรากฏองค์ด้วยความพิโรธท้าวมหาพรหมที่กล่าวเท็จ

ทรงแสดงให้เปลวเพลิงรูปเสาไฟคืนกลับสู่สภาวะเดิมคือศิวะลึงค์

( สัญลักษณ์แห่งการให้กำเนิดสรรพชีวิตทั้งปวง )

พระองค์ทรงกล่าวโทษท้าวมหาพรหม

และทรงสร้างพระมหาไภรวะเทพเจ้าแห่งความตาย
( พระยมองค์หนึ่งในหลายพระองค์ )
ขึ้นจากตรีปุนทรของพระองค์

( พระนามเต็มของพระองค์คือ    พระกาลไภรวะ ” )

ทรงมีบัญชาให้

พระกาลไภรวะตัดหน้าที่ห้าของพระพรหมธาดาออก

พระพรหมธาดาจึงเหลือเพียงสี่หน้า

แต่เศียรของพระพรหมธาดาเป็นสิ่งที่สูงส่งมากมิอาจทำลายให้สิ้นไปได้

พระกาลไภรวะจึงต้องถือเศียรที่ห้าของพระพรหมธาดาไว้ตลอดกาล

บางท่านอาจพบเห็นภาพลายปูนปั้นเทพเจ้าถือเศียรที่ขาดอยู่ในมือ

นั่นคือพระกาลไภรวะถือเศียรพระพรหม

( อย่าจำสับสนกับเศียรพระพรหมที่แห่นางสงกรานต์เพราะเป็นคนละองค์กัน )

พระอิศวรศิวะทรงสาปแช่งท้าวมหาพรหมมิให้มีโบสถ์วิหารเป็นของตน

 ( เป็นส่วนพระองค์ )

จะมีได้ก็เพียงศาลพระพรหมที่ตั้งอยู่ภายนอกโบสถ์วิหารหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

( ศาลพระพรหมเป็นศาลที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเป็นศาลสำหรับพระพรหมโดยเฉพาะเป็นศาลโปร่งที่มีสี่เสา )

ไม่ควรนำพระพรหมไปบูชาในเคหะสถาน

นอกจากผู้ที่เรียนวิชาพรหมศาสตร์โหราศาสตร์ไสยศาสตร์

พระพรหมธาดาเป็นพรหมในจักรวาลนี้เท่านั้น

พระมหาพรหมนุษยักษ์ธรรมบาลเป็นพรหมอยู่ในแกนมหาจักรวาล

เป็นพรหมคนละองค์และเป็นพรหมในระดับที่แตกต่างกันมาก

แต่เนื่องจากพระพรหม ( และพระแม่สุรัสวดี ) ทรงเป็นพระบิดาแห่งมวลมนุษย์ชาติทั้งหลาย

( พระพรหมทรงเสพสมกับพระแม่สุรัสวดีธิดาสาวของพระองค์เองเกิดด้อยสายพันธุ์

กลับกลายเป็นมนุษย์ จะได้กล่าวโดยละเอียดในภายหลัง )
ดังนั้น

ท้าวมหาพรหมธาดาจะได้รับการสักการบูชาจากมนุษย์ทั้งหลายในฐานะพระเทพบิดร

และทรงตรัสห้ามมิให้ผู้ใดนำดอกไม้เกตกีไปใช้สักการบูชาเทพเจ้าทั้งหลายอีก

เป็นการลงโทษที่เป็นพยานเท็จ

มีท่านผู้รู้ ( จะรู้จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ ) กล่าวไว้ว่า

เพื่อเป็นการระลึกถึงและสักการะบูชาศิวะลึงค์

เปลวไฟรูปทรงเสาไฟ

มนุษย์จึงสร้างรูปจำลองขึ้น

ในรูปแบบของธูปและเทียน

เสาที่ลุกเป็นไฟ

เพื่อใช้ในการสวดมนต์หรือทำพิธีต่าง ๆ

จริงเท็จอย่างไรผมไม่ขอออกความเห็น

  ความจริงบางอย่างถึงจะรู้ก็ไม่ควรพูด

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

แต่คนที่พูดความจริง

ตายไปมากแล้ว ”

แม้แต่เรื่องราวประวัติตำนานและพฤติกรรมของท่านท้าวมหาพรหม

 

 
Link
เพื่อนบ้านทั้งหมด
เพื่อนบ้านทั้งหมด

พรหมศาสตร์มหัสจรรย์

 
view